คุณหมอมือใหม่ vs. พ่อแม่มือใหม่ part 2
เรื่องชวนหัวของพ่อแม่มือใหม่ยังไม่จบแค่นั้นครับ ยังมีเรื่องราวใ้ห้ขำอยู่ได้เรื่อยๆ ยังมีตอนสืบเนื่องจากเรื่องที่เล่าคราวที่แล้วอีกนิดหน่อย ในฐานะหมอเด็ก(แพทย์ใช้ทุนประจำหน่วยกุมารเวชศาสตร์) สิ่งสำคัญที่จะต้องถามคือ
1. เด็กกินได้ไหม
2. เด็กซึมลงไหม
3. เด็กขับถ่ายเป็นอย่างไร ปกติดีไหม
มีคุณแม่รายหนึ่งนำลูกอายุ 11 วันมาหาคุณหมอด้วยเรื่องท้องเสียถ่ายเหลว
"คุณหมอคะ น้องแย่แล้วค่ะ" คุณแม่กล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวล คุณพ่อยืนอยู่ด้านหลัง พยายามทำตัวให้กลมกลืนกันวอร์เปเปอร์
"แย่ยังไงครับ ช่วยเล่าให้คุณหมอฟังหน่ิอย" คุณหมอถาม
"น้องถ่ายหลายครั้งมากค่ะ ลักษณะป็นมูกๆน้ำๆ" คุณแม่เล่า
"ถ่ายกี่ครั้งแล้วครับ ลักษณะเป็นยังไง" คุณหมอซักต่อ
"ก็ถ่าย 3-4 ครั้งแล้วนะคะวันนี้ ลักษณะเป็นยังไงบอกไม่ถูกค่ะ เป็นเม็ดๆมีน้ำปน เดี๋ยวหนูเปิดให้คุณหมอดูนะคะ" คุณแม่พูดจบก็เปิดผ้าอ้อม ทำให้กลิ่นอับชื้อบวกกับกลิ่นอุจจาระออกมาคละคลุ้งอบอวนห้องตรวจ คุณหมอเหม็นกลิ่นอึเด็ก แต่ก็ยังทำใจเย็นราวกับว่ากลิ่นอึเด็กนั้นไม่เหม็น คุณหมอตรวจอุจจาระในผ้าอ้อม ลักษณะอุจจาระเป็นเม็ดสีเหลืองทอง ปนกับน้ำเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะปกติของทารกที่กินน้ำนมมารดา
"ลักษณะอึก็ปกติดีนะครับ..." คุณหมอบอก แต่ไม่ทันที่คุณหมอจะกล่าวจบคุณแม่ก็สวนขึ้นมาว่า "แล้วกลิ่นล่ะคะ เหม็นอย่างงี้ไม่ผิดปกติหรือคะ" คุณหมออึ้งกับคำถามเล็กน้อย ในใจก็คิดว่า ขี้ใครฟะจะไม่เหม็น แต่ก็ยิ้มตอบคุณแม่ไปอย่างสุภาพว่า "ไม่หรอกครับ ไม่เหม็นเปรี้ยวหรือเหม็นคาว ถือว่าปกติครับ"
"แต่น้องซึมลงด้วยนะคะ" คุณแม่เล่าต่อ
"น้องซึมลงยังไงครับ" คุณหมอถาม
"น้องไม่ยิ้มเล่นกับคุณแม่ค่ะ" คุณแม่บอก
"..." คุณหมอมือใหม่ถึงกับงงกับสิ่งที่คุณแม่มือใหม่เล่า เพราะเท่าที่ได้เล่าเรียนมา กว่าเด็กจะยิ้มก็ต้องอายุประมาณสองเดือนเข้าไปแล้ว คุณหมอแอบคิดในใจว่า ตอนนี้ตาเด็กมันมองเห็นหรือยังก็ไม่รู้ จะมายิ้มเล่นได้ยังไง ตรูงงไปหมดแล้วนะเนี่ย ด้วยสติปัญญาและไหวพริบ คุณหมอเลยถามไปว่า "นี่ลูกคนแรกหรือเปล่าครับ"
"ใช่ค่ะ" คุณแม่ตอบ
"หมอเข้าใจครับว่าคุณแม่กังวล แต่น้องปกติดีนะครับ ลักษณะอุจจาระปกติดี น้องไม่ยิ้มเล่น ในวัยนี้ถือว่าปกติครับ เด็กซึมในอายุน้อยๆ บอกยากครับ ส่วนมากก็จะดูจากการดูดนม ถ้าดูดนมได้น้อยลง หรือไม่ค่อตื่นเวลาปลุกให้กินนม อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าซึมนะครับ ไม่ยิ้มเล่นเนี่ยไม่นับ"
หลังจากที่คุณพ่อทนฟังอยู่นาน คุณพ่อก็พูดขึ้น "เห็นมั้ย หมอที่ีไหนก็บอกเหมือนกันว่าปกติ ยังไม่เชื่อคุณหมอเค้าอีกเหรอ"
"..." คุณหมองงหนัก เลยถามไปว่า "อ้าว เคยไปตรวจมาก่อนหน้านี้เหรอครับ"
"เนี่ยก็โรง'บาลที่สามแล้วหมอ" คุณพ่อตอบ "แม่มันไม่ยอมเชื่อสักทีว่าลูกไม่เป็นไร"
คุณหมอเครียดสิครับ ในใจก็คิดว่า อะไรเนี่ย ไปมาตั้งหลายที่แล้วยังไม่เชื่ออีก แล้วที่ตรูบอกไปเมื่อกี้จะเชื่อมั้ยเนี่ย แต่ก็ยังวางมาดคุณหมอผู้ใจดี พูดปลอบไปว่า
"ไม่เป็นไรหรอกครับ เป็นปกติที่คุณแม่จะกังวล ยิ่งเป็นลูกคนแรกด้วย ต่อไปมีประสบการณ์ความกังวลก็จะ้น้อยลงเอง หมอแนะนำว่าให่ลองถามวิธีการเลี้ยงดูจากผู้ใหญ่ เช่น คุณย่า หรือคุณยาย ถ้าไม่สะดวกก็หาซื้อคู่มือการเลี้ยงลูกมาไว้สักเล่ม ไม่ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้ครับ เอาเผื่อไว้เวลาสงสัยอะไรแล้วค่อยเปิดดู ถ้ายังไม่ได้คำตอบค่อยมาหาหมอ ไม่อย่างงั้นไปหาหมอบ่อยๆ เสียทั้งเงินทั้งเวลานะครับ"
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาได้ข้อมูลแปลกๆ ควรซักเสมอว่าเป็นลูกคนที่เท่าไรและเลี้ยงเองหรือไม่
No comments:
Post a Comment